Sapporo Snow Festival ปีนี้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 5-11 Feb 2010 ค่ะ

Trip นี้เดินทาง 6-13 กุมภาพันธ์ 2553 (8 Days 6 Nights)
 
 
วันแรกของการเดินทาง  คือวันที่  6 กุมภาพันธ์ 2553 23:00 น. (เวลาของสายการบิน JAL)

เช้าวันที่ 2 : เราจะเดินทางออกจากนาริตะทางรถไฟเพื่อมาขึ้น Shinkansen ที่โตเกียว ได้นั่งชินคันเซ็นกันจนอิ่มเลยค่ะงานนี้ โดยจะออกจากโตเกียวประมาณ 6 แล้วจะไปถึงซัปโปะโระ( 札幌) Sapporo เช้ามืด นี่ขนาดรถไฟหัวกระสุนนะคะ ยังใช้เวลานานขนาดนี้ ... แสดงให้เห็นว่าระยะทางห่างไกลกันมากมายขนาดไหน

ระยะเวลาของเทศกาลหิมะนี่คือช่วงเวลาทองของซัปโปะโระและเมืองใกล้เคียง มากๆ ณ วันนี้เวลานี้โรงแรมส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่เดินทางได้สะดวกอยู่ใกล้สถานีรถไฟจะ เต็มเป็นตัวแดงกันหมดแล้วนะคะ จขบ.จึงได้เข้าไปจองโรงแรมสำหรับสมาชิกที่จะมีในทริปนี้ไว้ล่วงหน้าเนิ่นๆ จองสำเร็จแล้วค่ะ ... ถึงได้มั่นใจมาชักชวนกันไปเที่ยวได้เต็มปาก

 วันที่ 3 ของการเดินทาง
เมื่อถึงฮ็อกไคโดเราจะลากกระเป๋าไปฝากที่โรงแรมก่อนจะเข้ามาเช็คอินได้อีกทีตอนเย็นค่ะ ล้างหน้าล้างตาแล้วก็ออกไปเที่ยวทันที ...

นอนอิ่มกันมาในรถแล้วก็ออกเที่ยวจุดสำคัญๆในซัปโปะโระกันเลยค่ะ เช่นหอนาฬิกา (時計台)สวนสาธารณะโอโดริสถานที่จัดงานเทศกาลหิมะอันลือชื่อ ไปหมู่บ้านช็อกโกแล็ตอิชิยะ เจ้าของ"Shiroikoibito" หรือคนรักสีขาว ยี่ห้อช็อกโกแล็ตชื่อดังของเกาะนี้หรือของประเทศนี้เลยก็ว่าได้
จากนั้นก็ไปย่านช็อปปิ้ง ดูตลาดดูบ้านเรือนของชาวซัปโปโระกันที่ย่าน tanuki Koji กัน
เมื่อถึงเวลาเช็คอินได้ก็กลับมาที่โรงแรม พักผ่อนกันสักพักก่อนจะเตรียมออกไปตะลุยหิมะในเทศกาลที่จะประดับไฟสวยงามใน ยามค่ำคืนกันอีกรอบ

thank:http://veryveryfun.com/index.php?option=com_content&task=view&id=18&Itemid=31

กิจกรรมที่ไม่น่าพลาดในซัปโปะโระคือการออกชิมราเมนต้นตำรับที่ถนนสายราเมน (Ramen Yokocho)เพราะที่ Sapporoนี้ มีร้านราเมนอยู่มากกว่า 1,000 ร้าน ถือว่าเป็นเมืองแห่งราเมน 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น (อีก 2 แห่งคือเมือง Kitakata ในจังหวัด Fukushima กับเมือง Hakata หรือ Fukuoka) เมื่อเดินทางมาถึง Sapporoแล้วจะต้องไม่พลาดมิโสะราเมนซึ่งถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่นี่ค่ะ



วันที่ 4 ของการเดินทาง
วันนี้เดินทางไปเมืองฟุราโนะกัน(Furano 富良野)ค่ะ ฟุราโนะโด่งดังเพราะเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลมาชมทุ่งลาเวนเดอร์ กันในฤดูร้อนก็จริง แต่เนินกว้างสูงต่ำสุดสายตานั้นสวยงามมากๆเมื่อปกคลุมขาวโพลนด้วยหิมะในฤดู หนาว กิจกรรมที่เราจะทำที่ฟุราโนะคือการเล่นหิมะล้วนๆ และทิวทัศน์แบบนี้ล่ะค่ะ ที่เราต้องตะกายไปให้ถึง



เพลิดเพลินกับการขับ SNOW MOBILE เป็นอ็อพชั่นสำหรับคนที่ชอบความตื่นเ้ต้นผาดโผน
แต่สำหรับอีกหลายคนที่พอใจที่จะเกลือกกลิ้งหิมะอยู่กับที่ก็สามารถเล่นอยู่ในลานสกีนั้นได้กันจนหนำใจ
อ้อ ... รายการบันนาน่า โบ๊ทก็น่าสนใจเหมือนกันนะคะ



รายการเสริมแบบนี้ราคาไม่แพงนะคะ ถ้าสนใจสอบถามเข้ามาได้เลย


ที่พัก แบบ Minshuku (民宿)

บ้านพักของชาวบ้านที่จัดเป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว ที่จะทำให้คุณได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด รับประทานอาหารจากผลผลิตตามฤดูกาลแบบโฮมเมดที่จะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม

 


วันที่ 5 ของการเดินทาง

พักผ่อนอิริยาบถ ใช้เวลาแบบสบายๆที่Minshuku ที่Furano(富良野民宿) ให้ เวลาคุณได้ใช้เวลาหลังรับประทานอาหารเช้าเดินเล่นเที่ยวชมธรรมชาติที่แวด ล้อมหมู่บ้านที่อยู่บนเนินเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะได้อย่างอิสระ ... ช่วงเวลาแบบนี้หาไม่ได้บ่อยนักในชีวิตเรา ... ใช่ไหมคะ


หลังจากนั้นสายๆเราจะเดินทางไปเมืองที่สุดแสนโรแมนติกโอตารุค่ะ (小樽) นับตั้งแต่บรรยากาศที่สวยงามของเมืองนี้ปรากฏอยู่ในภาพยนต์สุดแสนโรแมนติก ของญี่ปุ่นยิ่งทำให้โอตารุเป็นที่รู้จักแก่คนทัั่วไปมากยิ่งขึ้น


Otaru เป็นเมืองท่าสำคัญเมืองหนึ่งของประเทศ และของเกาะ Hokkaido ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง Sapporo โอตารุเคยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของHokkaido จนได้ชื่อว่าเป็น Wall Street of the North จึงมีตึกสวยๆ แบบตะวันตกอยู่มากมาย เมืองโอตารุจะสวยเกินคำบรรยายเมื่ออยู่ในบรรยากาศของโคมไฟในยามค่ำคืนในบริเวณคลองเก่า (Otaru Canal) ซึ่งสร้างเพื่อให้เรือเล็กลำเลียงสินค้าจากท่าเรือเอามาเก็บไว้ในโกดังที่อยู่ตามริมคลอง เมื่อ วิทยาการเจริญก้าวหน้าเรือใหญ่จึงเปลี่ยนไปเข้าท่าที่ใหญ่และขนส่งเข้าโกดัง ได้ง่ายขึ้น ตึกเก่าเก็บสินค้าริมคลองเหล่านี้ จึงถูกดัดแปลงเป็นร้านอาหารสไตล์ต่างๆ และพิพิธภัณฑ์ ผ่านถนน Sakaimachi ซึ่งมีร้านขายของอยู่ตลอดทาง ชมนาฬิกาไอน้ำที่บริเวณ Marchen square นาฬิกาไอน้ำนี้ทำขึ้นมาเป็นแบบเดียวกันกับที่ Gastown ประเทศแคนาดา ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ในเวลากลางคืนริมคลองมีโคมไฟทีทำให้บรรยากาศสุดแสนโรแมนติก

 




นอกจากเดินทางไปช่วงเทศกาลหิมะซัปโปะโระแ้ล้ว ที่โอคารุนี้เรายังจะได้พบกับ " งาน Otaru Candle Festival (小樽雪あかりの路 Otaru Yuki Akari no Michi) หรือบางคนอาจจะเรียกชื่อภาษาอังกฤษที่แตกต่างกันออกไป เช่น Otaru Snow Gleaming Festival, Otaru Lantern Festival เป็นต้น ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า 雪(ยู-คิ แปลว่า หิมะ) あかり(อะ-คะ-ริ แปลว่า แสงจากโคมไฟ) 路(มิ-ชิ แปลว่า ถนน) งานจะจัดในช่วงเดียวกันกับงานเทศกาลหิมะซัปโปโร" หน้าตาแบบนี้ค่ะ .... ^^





วันที่ 6 ของการเดินทาง


การเดินทางต่อมา เราจะตรงไปที่ Noboribetsu (登別温泉) โนโบริเบ็ทสึ เพื่อชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ โดยเป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อของ เรื่องน้ำแร่ที่มีคุณค่า  ไปชมชมจุดที่น้ำแร่ถูกดันขึ้นมา และกลิ่นของแก๊สไข่เน่าที่ส่งกลิ่นไปทั่วไปทั้งบริเวณมี ตำนานเล่ากันมาว่า ที่นี่ในสมัยโบราณเคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของยักษ์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้าน พื้นเมืองยังคงให้ความนับถือยำเกรง

วันนี้ พักผ่อนในโรงแรมที่พักแบบญี่ปุ่น หรือเรียวคัง (温泉旅館 Onsen Ryokan) อาบน้ำแร่และรับประทานอาหารที่แต่ละเรียวคังจะสรรหาวัตถุดิบในท้องถิ่นปรุงแต่งอย่างสวยงามให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลอง เป็นอนเซ็นเรียวคัง ที่เราจะได้แชน้ำแร่ชื่นชมกับธรรมชาติที่สวยงามรอบๆด้วยค่ะ



วันที่ 7 ของการเดินทาง

วันนี้เราจะถึงฮาโกดาเทะกันแล้วค่ะ

เมือง Hakodate เป็นเมืองท่าเก่า มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของเกาะ Hokkaido ท่าเรือของเมือง Hakodate เป็นท่าเรือใหญ่ของญี่ปุ่นที่มีเรือแล่นระหว่างเมือง Hakodate กับเมืองอื่นๆเช่น Osaka และยังสามารถไปยังประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีได้อีกด้วย ชมย่านเมืองเก่า ตึกโกดังเก่าแก่ของเมือง(The Kenemori Warehouse หรือ Red Brick Warehouse ) จากนั้นเดินทางด้วยกระเช้าขึ้นสู่ภูเขาฮาโกดาเตะ( Mt. Hakodate) จุดชมวิวที่ เป็น 1 ใน 3 เมืองที่ได้ชื่อว่ามี ภาพมุมสูงกลางคืน ที่สวยที่สุดในโลก
(อีก
2 แห่งคือเมือง Naple และเกาะฮ่องกง) เรียกว่า MILLION DOLLAR VIEW ด้วยความสูงเมตร ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามของแสงไฟในตัวเมือง มองเห็นพื้นดินที่โอบล้อมด้วยพื้นน้ำได้อย่างงดงามลงตัว



thank:http://www.reggie.net/photo.php?albid=600&ph=3080854

หลังจากท่องเที่ยวฮาโกดาเตะทั้งวัน และชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึงในโลกแล้ว เราจะเดินทางด้วยรถไฟกลับคืนสู่กรุงโตเกียวกันด้วยรถไฟเที่ยวดึกเพื่อให้ถึง โตเกียวสายๆ
เรามีเวลาอยู่ในโตเกียวอีกเหลือเฟือ สำหรับวันนี้ทั้งวัน ....
นำกระเป๋าไปเก็บที่โรงแรมแล้วออกเที่ยวต่อได้เลยค่ะ ... ใครที่ต้องการไป Disney Land เราก็จะนำไป ... ใครอยากไปช็อปปิ้งก็ได้ค่ะ
สตาฟของเราเหมี่ยว อุ้ม เปิ้ลยินดีแยกร่างนำทางท่องเที่ยวด้วยขาสองข้างขึ้นรถไฟในโตเกียว ^^
หรือจะลุยกันไปให้ถึง Kamakura or Yokohama ...เดี๋ยวปรึกษากันได้เลยค่ะ


วันที่ 8 ของการเดินทาง
ไฟลท์ของ JAL เป็นไฟลท์ค่ำ 18:05 เพราะฉนั้นเวลาที่มีถึงช่วงบ่ายในโตเกียว
เรามีเวลาให้เดินเล่นที่ชินจุกุ ไปวัด Asakusa (หรือที่อื่นๆที่ต้องการ)ก่อนจะเข้าสู่สนามบินนาริตะเพื่อกลับในไฟลท์ค่ำของค่ะ


สอบถามเพิ่มเติมที่อ.อุ้มนะคะ

086-545-0678 หรืิอ jarurakk@hotmail.com
 
 
 

 

 

 


4 Days 2 Nights  (นอน Onsen Ryokan 1 คืน )    When Snow’s Falling 

ท่องเที่ยวญี่ปุ่น     13-16  กุมภาพันธ์  2010           

 

มาอีกแล้วค่ะ  กับท่องเที่ยวญี่ปุ่นกับเหมี่ยว อุ้ม เปิ้ล

ทีมงานที่รักการท่องเที่ยวญี่ปุ่นเหนือสิ่งอื่นใดในโลก 

ทริปถัดไปของเราเป็นโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นในเดือนกุมภาพันธ์  

ที่เอาใจคนที่อยากไปเล่นหิมะในฤดูที่หิมะท่วมภูเขาไฟฟูจิที่ฟูจิเท็น สโนว์ รีสอร์ท

(Fujiten  Snow  Resort)  ふじてんスノーリゾート  ค่ะ   

ไปเล่นเครื่องเล่นสนุกสนานสะใจที่ Cosmo World สวนสนุกริมอ่าวโยโกฮาม่า

ที่สุดแสนโรแมนติกแห่ง Minato Mirai หรือ港未来21   เดินเล่นชินจุกุ(新宿)  

และโปรแกรมอีกมากมายในระยะเวลา 4 วัน 2 คืน  (เที่ยวญี่ปุ่น 3 วันเต็ม) 

อิ่มอร่อยกับอาหารญี่ปุ่น ก่อนกลับมาทำงานกันต่อไป

โปรแกรมมีดังนี้ค่ะ 

Day   1

20.30 พร้อมกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ส่วนผู้โดยสารระหว่างประเทศ โดย JAPAN AIRLINES

23.0.เดินทางสู่ สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น *** (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง)

 

 

Day 2    Asakusa – Shinjuku – Yokohama Minatomirai – Cosmo World

 

06.50.เดินทางถึงสนามบินนาริตะประเทศญี่ปุ่น  

วัดอาซะกุสะ ซี่งเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียว ภายในยังมีองค์เจ้าแม่กวนอิมทองคำประดิษฐานอยู่

นอกจากนี้จะได้เห็นโคมไฟสีแดขนาดยักษ์ที่มีความ สูงถึง 4.5 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานวัด

รวมไปถึงถนนนาคามิเสะ ถนนสายช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงของวัด มีร้านขายของที่ระลึกมากมาย 

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องรางของขลัง ของเล่นโบราณ และตบท้ายด้วยร้านขายขนมที่คนญี่ปุ่นซึ่งมายังวัดแห่งนี้ต้องมาต่อคิวกัน

เพื่อซื้อกลับไปฝากคนที่บ้านกันเลยทีเดียว   นั่นคือขนมอาเกมันจูขนมขึ้นชื่อของวัดอาซากุสะ

จากนั้นช็อปปิ้งที่ย่านชินจูกุ เพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งสินค้ามากมาย อาทิเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า นาฬิกาแบรนด์ดัง

กล้องถ่ายรูปดิจิตอล เกมส์ต่างๆ หรือสินค้าสำหรับสตรีเช่น กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า แบรนด์เนม

เสื้อผ้าแฟชั่นสำหรับวัยรุ่นเครื่องสำอางค์ยี่ห้อดังของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น KOSE , SHISEDO , KANEBO

, SK II และอื่นๆอีกมากมายที่ราคาค่อนข้างถูกกว่าเมืองไทย และที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ หากสนใจที่จะหาซื้อขนมขบเคี้ยว

และของที่ระเล็กๆน้อยๆจากร้าน 100 เยนต้องช้อปปิ้งที่ย่านชินจูกุนี้     จากนั้นเดินทางสู่เมืองโยโกฮาม่า เมืองท่าที่สำคัญของญี่ปุ่น

เที่ยวชม Minato Mirai หรือMM21 ในเมือง Yokohama ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัด Kanagawa

minato (港) = port = ท่าเรือ

mirai (未来) = future = อนาคต

MinatoMirai21 (港未来21) = the harbor of the future 21 = ท่าเรือแห่งอนาคต (ตัวเลข 21 คือศตวรรษที่ 21 )

ที่ MM21 เป็นที่ตั้งของ Landmark Tower ตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น สูง 296 เมตร มีทั้งหมด 69 ชั้น Landmark Tower

ที่สร้างเสร็จในปี 1993 ตึกนี้ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของ MM21 ภายในตึกเป็นแหล่งรวมสถานที่ทำงาน ห้างร้านดังๆไว้มากมาย

นอกจากนั้นตึกนี้ยังมีลิฟท์ที่เร็วที่สุดในโลก(750 เมตร ต่อ นาที) ในวันที่อากาศดีๆเราสามารถมองเห็น ภูเขาไฟฟูจิได้จากที่นี่อีกด้วย

Akarenga (Red Brick Warehouse) เมื่อก่อนเป็นโกดังสินค้าที่สร้างจากอิฐสีแดง

สนุกเต็มอิ่มกับเครื่องเล่นนานาชนิดใน Yokohama Cosmo World  ชมทิวทัศน์ยามราตรีของอ่าวโยโกฮาม่าที่สุดแสนโรแมนติก

จนได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ที่หนุ่มสาวญี่ปุ่นนิยมมาออกเดทมากที่สุดแห่งหนึ่งจากชิงช้าสวรรค์ยักษ์ Cosmo Clock 21 

 

 

Thanks: Pictures from   http://www.themeparkreview.com/japan2004/cosmoworld1.htm

 

 

 พักโยโกฮาม่า

 

Day 3  ล่องเรือฮาโกเนะ - ศาลเจ้าฟูจิ ฮงกุ เซ็นเก็นไทชะ - ฟูจิเทน สกีรีสอร์ท ทะเลสาบคาวากุจิโคะ

 

เดินทางสู่ ฮาโกเน่แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่มีภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลังและมีบ่อน้ำพุร้อนซุกซ่อนอยู่มากมาย

ล่องเรือโจรสลัดยังบริเวณทะเลสาบอาชิสัมผัสบรรยากาศและชมความงามของทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่เกิดจาก

การระเบิดของภูเขาไฟเมื่อกว่า 3,000 ปีที่แล้ว 

 

 Thanks: Pictures from  http://binghomepages.com/wp-content/uploads/2009/10/LakeAshinoko_EN-US1598254788.jpg

เดินทางต่อไปยัง “Fuji Sengen Shrine (富士浅間神社)หรือมีชื่อเต็มๆว่า “Kitaguchi Hongu Fuji Sengen Shrine (北口本宮富士浅間大社เนื่องจากทุกครั้งที่ภูเขาไฟฟูจิระเบิด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นก็จะได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก Sengen Shrine จึงได้ก่อกำเนิดขึ้นเพื่อใช้เป็นที่บูชาเทพเจ้าแห่งภูเขาไฟฟูจิหรือเทพเจ้า แห่งไฟ และเทวีแห่งน้ำ 

 

 

ฟูจิเท็น สกีรีสอร์ท (Fujiten Ski Resort)เป็นลานสกีและที่พักที่ตั้ง อยู่บริเวณภูเขาไฟฟูจิ ลานสกีอันดับหนึ่งของจังหวัดยามานาชิ

สนุกกับการเล่นหิมะด้วย สโนวสเล็ตหรือกระดานเลื่อนหิมะทามกลางทัศนียภาพธรรมชาติและทิวทัศน์ของฟูจิที่ตั้งตระหง่านอยู่ใกล้แค่เอื้อม ....  สามารถมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิได้อย่างสวยงามและชัดเจน..

 

 

มุ่งหน้าสู่ ภูเขาไฟฟูจิ ชั้น 5 (ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศด้วย) ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังดับไม่สนิท และเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

โดยมีความสูงถึง 3,776 เมตร ได้ ร่วมเก็บภาพถ่ายเป็นที่ระลึก กับภูเขาไฟที่ถือได้ว่ามีความสวยงามและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น

โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวภูเขาแห่งนี้จะถูกปกคลุมด้วยหิมะ ซึ่งจะสวยงามเป็นอย่างมาก

 

 

เดินทางสู่ที่ที่พัก    ได้สัมผัสกับการอาบน้ำแร่หรือเรียกอีกอย่างว่าอนเซ็น (ONSEN)

เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าการอาบน้ำแร่จะทำให้เลือดลมดี ผิวพรรณสดใส, สุขภาพดี, ผ่

อนคลายความเมื่อยล้า และยังช่วยในระบบการเผาผลาญของร่างกายณโรงแรมที่พักริมทะเลสาบคาวากุจิโกะ 

ที่รับประกันชมวิวฟูจิได้จากหน้าต่างห้องพักทุกห้อง(ในวันที่อากาศดี)

 

Day4 - ชมวิวภูเขาไฟฟูจิชั้น 5 (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) - บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ - โอชิโนะ ฮัคไค ทะเลสาบยามานะคะโกะ

– Narita Airport

โอชิโนะ ฮัคไค บ่อน้ำที่เกิดจากการละลายของหิมะบนภูเขาไฟฟูจิ ที่ใช้เวลาอันยาวนาน ในการไหลลงมาสู่พื้นดิน

และซึมซาบไปยังบ่อน้ำแต่ละบ่อ ดังนั้นน้ำที่อยู่ในบ่อ จะเป็นน้ำที่ใสสะอาด และสดชื่นมาก

ในปี 1985 สถานที่แห่งนี้ยังได้ถูกเลือกให้เป็น 1 ใน 100 อันดับ แหล่งน้ำจากธรรมชาติที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย..   

จากนั้น เดินทางสู่ ทะเลสาบ Yamanaka-ko” อีกหนึ่งทะเลสาบ ของทะเลสาบทั้ง5 ของภูเขาไฟฟูจิ 

ซึ่งแบ่งเขตติดต่อกันสามจังหวัด อันมี จังหวัด Kanagawa , Shizuoka และ Yamanashi มีความสูง 3,776 เมตร

ลักษณะเป็นรูปกรวยซึ่งคาดว่าได้คงสภาพนี้มาประมาณ 10,000 ปีที่แล้ว หลังจากมีการระเบิดหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายที่ภูเขาไฟฟูจิระเบิดคือ

ปี ค.ศ.1707   การท่องเที่ยวที่จะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิสวยสง่าที่สุดคือการท่องเที่ยวชมฟูจิผ่านทะเลสาบทั้งห้า อันประกอบไปด้วย

ทะเลสาบ Kawakuchi , Sai , Shoji , Motosu และ Yamanaka นี่เอง

http://www.vill.oshino.yamanashi.jp/gallery/main.html

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เหมี่ยว อุ้ม เปิ้ล  ...

Contact Us : jarurakk@hotmail.com          Aj: Ple  081-803-7553     Aj.Oum 086-545-0678 

อัตราค่าบริการ 35,500 บาท  รวมทุกอย่างกับการเดินทางท่องเที่ยว  ที่พัก อาหารญี่ปุ่นทุกมื้อ

ระยะเวลา 3 วันเต็มในญี่ปุ่นค่ะ

 

โปรแกรมนี้เป็นโปแกรมฉุกเฉินเพราะคนจัดเกิดอยากจะไปเล่นหิมะขึ้นมากระทันหันจริงๆ 

ดังนั้นถ้าสนใจกรุณาตัดสินใจภายในกลางเดือนธันวาคมนี้เท่านั้นนะคะ  

เพราะเราไม่ใช่บริษัททัวร์จึงต้องมีการดำเนินการล่วงหน้าพอสมควร

 

 

 

edit @ 30 Nov 2009 12:10:25 by Dusit no Hana ✿

ทัวร์ญี่ปุ่น"เมื่อใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดง✿" 


เราจะเดินทางสู่โตเกียวในกลางถึงปลายเดือนตุลาคม  เพราะเป็นช่วงที่ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง ... ได้ไปอาบน้ำแร่แช่น้ำร้อน (温泉) การท่องเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูใบไม้แดงนี้เป็นช่วงเวลาที่สวยงามทัดเทียมกับช่วงดอกซากุระบานเลยทีเดียว

 

วันที่ 1  เดินทางสู่  Nikko เมื่อภูเขาเปลี่ยนเป็นสีทอง

 

วันแรกเราจะเดินทางไป Nikko(日光)เมื่อพูดถึงมาญี่ปุ่นในฤดูนี้แ้ล้ว ...ไม่มานิกโก้ไม่ได้ค่ะ

นิกโก้เป็นเมืองที่มีวิวทิวทัศน์อันงดงาม เป็นเมืองเล็กๆ ซึ่งอยู่ในเขตของจังหวัดโทจิกิ ทางตอนเหนือของโตเกียว ที่เป็นประตูสู่ วนอุทยานแห่งชาตินิกโก้... และเป็นที่ที่มีชื่อเสียงในการตกแต่ง ศาลเจ้า ให้มีความวิจิตรตระการตาซึ่งจะเรียกกันว่า "ศาลเจ้าโ ทโชกุ" และเป็น สุสาน ที่ฝังศพของ "โทกุงาวะ อิเอะยาสุ" ซึ่งเป็นต้นตระกูล โทกุงาวะ เอาไว้...  อีกทั้งเมืองนี้ ถือได้ว่าเป็น ศูนย์กลางของศาสนาพุทธและชินโต มาหลายศตวรรษ  ... เราจะให้รถขึ้นไปถึงนิกโก้ด้านใน「奥日光」ที่อยู่กลางเทือกเขาบริเวณ Senjogahara (戦場ケ原)  ชมทะเลสาบกลางหุบเขา Chuzenji (中禅寺湖)ที่เกิดการก่อตัวจากหินละลายซึ่งระเบิดมาจากภูเขาไฟนันไต... ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานที่พักตากอากาศมากมายและยังเป็นแหล่งน้ำสำคัญของ น้ำตกเคกอนอีกด้วย    ถนนที่ขึ้นสู่ยอดเขานั้นมีชื่อว่า “Irohasaka 「色は坂」 ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเส้นทางชมใบไม้หลากสีที่งดงามที่สุดในภูมิภาคคันโต

คนญี่ปุ่นเองก็แห่กันมาชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ Nikkoในฤดูที่สวยงามอย่างนี้

 

เส้นทางนิกโก้ช่วงนี้เป็นเส้นทางสีทองจริงๆ...   

 

 

เมื่อย้อนกลับลงมาข้างล่างเราจะเข้าชมโบราณสถานที่สำคัญที่เป็นมรดกโลกของญี่ปุ่น(世界遺産) บริเวณนี้จะมีToshogu Shrine ...Rinnoji Temple  สวนญี่ปุ่น  สะพานShinkyo「神橋」 ที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่  เราจะเห็นว่าประเทศญี่ปุ่นเขามีวิธีการจัดการกับแหล่งมรดกโลกของเขาอย่างไร  ถึงได้สะอาด สวยงาม น่าไปเยี่ยมชมยิ่งนัก   ทั้งๆที่มีผู้คนหลั่งไหลมาเที่ยวชมในแต่ละวันนับพันๆคน... น่าหาคำตอบมากๆ 

 

 

 
จากนั้นเข้าที่พักในโรงแรมแบบญี่ปุ่น  รับประทานอาหารของท้องถิ่นนิกโก้  แช่น้ำแร่(Onsen) 

 

 

วันที่ 2  ย้อนยุคข้ามเวลากลับไปยังยุคสมัยเอโดะ  ที่ Edo Wonderland (日光江戸村)

 

 

Theme Park จะทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาได้อย่างเพลิดเพลินทั้งวันกับเมืองที่ก่อสร้างย้อนยุคไปสองร้อยปีกว่าในสมัยเอโดะของญี่ปุ่น  Edo Period (1603 - 1867)  ภายในเมืองจะมีชาวบ้านซึ่งเป็นนักแสดงแต่งกายด้วยชุดญี่ปุ่นแบบโบราณเดินขวักไขว่ไปมาทั้งเมือง  เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชีวิตผู้คนในสมัยเอโดะ   ได้สัมผัสกับขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และการดำรงชีวิตของคนในอดีต   มีการแสดงโชว์ต่างๆที่จะทำให้เราตื่นตาตื่นใจและร่วมสนุกกับกิจกรรมในเมืองเอโดะย้อนยุคนี้ได้ทั้งวัน 

                ... รวมทั้งยังมีบ้านแบบนินจา ซึ่งเราจะได้ชมห้องกลไก เส้นทางลับภายในตัวบ้าน และห้องที่ใช้เก็บ อาวุธของนินจาที่มีรูปร่างแปลกๆ มากมาย

        

จากนั้น  เดินทางเข้าสู่กรุงโตเกียว

 

 

วันที่ 3   เที่ยวเมืองหลวง

 

... ถึงเวลาลุยเมืองหลวงค่ะ    ช่วงเช้าไปเดินตลาดที่ชาวบ้านญี่ปุ่นเขามาเดินจับจ่ายใช้สอยสินค้าบ้านๆ ที่ตลาดAmeyokocho「アメ横」กัน    ใครที่ชอบอาหารญี่ปุ่นอยากจะซื้อวัตถุดิบกลับมาทำที่บ้านไม่ผิดหวังแน่นอน ...
ต่อจากนั้นไปยังย่านเครื่องใช้ไฟฟ้าและเทคโนโลยี   ที่ Akihabara
「秋葉原」ถนนทั้งสายที่คึกคักไปด้วยสินค้ารุ่นใหม่ๆ  นวัตกรรมรุ่นล่าสุดของโลกรวมอยู่ที่อากิฮาบาร่าค่ะ   ที่อากิฮาบาร่านี้แม้ไม่ได้ซื้อเพียงแค่เดินชมและเห็นชาวญี่ปุ่นมาเลือกซื้อเลือกลองสินค้าก็น่าเพลิดเพลินอย่างมากทีเดียว 

ตอนค่ำ  ... เราจะปีนไปดูวิวสวยๆของแสงสีกรุงโตเกียวที่ตึกที่ว่าการนครโตเกียว「東京都庁ในเขตชินจุกุ

 

วันที่ 4   เที่ยวเมืองหลวง ภาคต่อ

สถานที่สำคัญที่แขกต่างบ้านต่างเมืองและเหล่านักท่องเที่ยว พลาดไม่ได้ได้แก่พระราชวัง Imperial และวัด Asakusa  สัญลักษณ์ของกรุงโตเกียว  

 

สำหรับการไปชมพระราชวังที่ประทับของราชวงศ์ญี่ปุ่นนั้นจะเข้าได้เพียงส่วนนอกค่ะ   เพราะจะเปิดให้ประชาชนเข้าได้เฉพาะวันสำคัญเพียงปีละไม่กี่ครั้งเท่านั้น      และวัดสำคัญประจำกรุงโตเกียวที่อะซะกุสะ (浅草) ที่เรียกกันว่าวัดอาซากุสะ เพราะที่ตั้งอยู่ในย่านอาซากุสะ     ซึ่งวัดนี้เป็นวัดเก่าและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโตเกียว สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 628-645    จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือโคมแดงขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่ที่บริเวณ ประตูคามินาริมง (Kaminarimon) (ประตูสายฟ้าฟาด) สร้างในปี 1960 ทั้งสองข้างของโคมแดงจะเป็นรูปปั้นของ 2 เทวบาลผู้รักษาประตู ได้แก่ ฟูจิน (FUJIN)เจ้าแห่งสายลม มีอำนาจต่อสายลม แสงแดดและเมฆหมอก รูปองค์สีดำมืดเหมือนเมฆฝน หน้าตาน่ากลัว  ห่มหนังเสือดาว มีถุงลมใหญ่พาดไหล่ทั้งสองข้าง ซึ่งอยู่ทางด้านขวาส่วนด้านซ้าย คือ ไรจิน (RAIJIN) เจ้าแห่งอสุนีบาต รูปองค์สีแดง  มีกลองเป็นเครื่องมือในการทำให้ฟ้าแลบและฟ้าผ่า    

 

 

ที่นี่ยังมีถนนสายช็อปปิ้งที่เป็นแหล่งรวมสินค้าที่ระลึก  ขนม ของญี่ปุ่นและกรุงโตเกียวไว้มากมายด้วยค่ะ

 

 

 

วันที่ 5 Fuji 5 Lakes 「富士五湖」

 

เราจะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิ(富士山)  ภูเขาไฟที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นและมีความสวยงามมีชื่อเสียงไปทั่วโลกนี้ถูกห้อมล้อมด้วยทะเลสาบทั้งห้าหรือเรียกเฉพาะว่า Fuji 5 Lakes 「富士五湖」  ทริปนี้ใครชอบถ่ายรูปอย่าลืมแบกกล้องที่ถ่ายสวยๆไปด้วยนะคะ   เพราะเราจะแวะเวียนไปตามจุดชมวิวภูเขาไปฟูจิ   เช่นบริเวณทะเลสาบYamanaka 「山中湖」  ริมทะเลสาบ 山中湖長池湖岸  และ 山中湖パノラマ台 เนินโล่งกว้างที่มองเห็นทัศนียภาพที่มีฟูจิเป็นฉากหลังสวยงามสุดสายตา  จากนั้นไปตระเวณหาวิวฟูจิที่ยืนตระหง่านอยู่หลังไร่ชากันค่ะ  


หากมีเวลาเหลือ  เราจะไปยังสวนผลไม้ ...  เพราะจังหวัดยามานาชิและชิสุโอกะนี้เป็นจังหวัดที่มีการทำสวนผลิตผลไม้นานาชนิดมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งญี่ปุ่น  ทั้งเชอรี่ สตรอเบอรี่  ลูกพลับ องุ่น พลัม และแอปเปิ้ลเป็นต้น  มีสวนผลไม้ขนาดใหญ่หลายแห่งที่เปิดให้นักท่องเที่ยวไปเด็ด  และชิมผลไม้สดๆจากต้น   เป็นการท่องเที่ยวและกิจกรรมประเภทหนึ่งที่เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นอย่างมาก   และในปลายเดือนตุลาคมแบบนี้เป็นฤดูกาลของการเก็บแอปเปิ้ลค่ะ  (ราคาการเก็บผลไม้จากสวนไม่รวมอยู่ในรายการ ประมาณ 500 Yen /kg หรือ 185 บาท)

ก่อนจะกลับมาพักผ่อนที่เรียวคังหรือโรงแรมแบบญี่ปุ่นเพื่อรับประทานอาหารค่ำและแช่น้ำร้อน  เป็นการพักผ่อนชมวิวของภูเขาไฟฟูจิคืนสุดท้ายในญี่ปุ่นกันค่ะ

 

  

 

 

วันที่ 6..   ภูเขาไฟฟูจิ(富士山) 

เมื่อถึงเวลาไต่ขึ้นไปบนชั้น 5 ของฟูจิ「富士五合目」  ภูเขารูปกรวยคว่ำที่มีชื่อเสียง  และเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น  โดยมีเส้นทางสายที่นำสู่ภูเขาไฟฟูจิเรียกว่าเส้นทางสายซูบารุ (Subaru Line) เป็นเส้นทางสายหนึ่งที่ได้ชื่อว่ามีใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงาม(ในช่วงเปลี่ยนสีเต็มที่) อีกด้วย 

 

ใช้เวลาบนฟูจิสบายๆ (อากาศในปลายเดือนตุลาคม ข้างบนฟุจิหนาวมากค่ะ)     ก่อนจะเดินทางไปยังสู่แหล่งช็อปปิ้งทันสมัยขนาดใหญ่ของเมืองนาริตะ ณ อิออน พลาซ่า เพื่อไปเลือกชม-ซื้อหาสินค้า จากร้านค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ของแต่งบ้าน ของที่ระลึก ฯลฯ ... สนุกสนานกับการจับจ่ายสินค้าของร้าน 100 YEN สินค้าทุกอย่างในร้านราคาชิ้นละ 100 เยน และภายในอาคารยังมี ห้างจัสโก้ ให้เราได้เลือกช้อปปิ้งกันต่ออย่างเพลิดเพลินส่งท้ายก่อนกลับเมืองไทยอีกด้วย

 

 

plechun@hotmail.com / myaoryuu@yahoo.com  

 

 

หรือ 081-8037553

 

กำหนดเดินทางวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 09 
เที่ยว 7วันเต็มในญี่ปุ่น (เดินทางไฟลท์กลางคืนทั้งขาไปและกลับ)

 

 

 

 

 

 

 



 


 

 


 

edit @ 8 Sep 2009 10:38:43 by Dusit no Hana ✿

 

スアンドゥシットラーチャパット大学の日本語科学のブログを始めました

これからよろしくお願いします



 ✿ ☼ ♪ ✿

edit @ 26 Aug 2009 11:40:33 by Dusit no Hana ✿

your code here

your code here

your code here

your code here